สรุปผลการศึกษา DAN-RSV: วัคซีน RSVpreF ป้องกันการนอนโรงพยาบาลในผู้สูงอายุ

16–23 นาที

โรคติดเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นภาระโรคทางเดินหายใจที่สำคัญในผู้สูงอายุทั่วโลก แต่มักถูกมองข้ามและวินิจฉัยได้ไม่ครบถ้วน ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อโรครุนแรงมากขึ้นจากภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อมตามวัยและโรคประจำตัวที่มีอยู่เดิม การติดเชื้อ RSV ยังสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดสมอง โดยมีการศึกษาแบบ meta-analysis พบว่าผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อ RSV ที่ยืนยันด้วยผลตรวจทางห้องปฏิบัติการมากถึง 22% มีภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดร่วมด้วย

วัคซีน RSVpreF (ABRYSVO®) และหลักฐานประสิทธิผลจากการทดลอง RENOIR

ABRYSVO® เป็นวัคซีนชนิด non-adjuvanted bivalent stabilized prefusion F protein subunit ครอบคลุมทั้งสายพันธุ์ RSV A และ RSV B ปัจจุบันได้รับการรับรองสำหรับสตรีตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ 24-36 สัปดาห์ เพื่อป้องกันโรคในทารกแรกเกิดถึงอายุ 6 เดือน) และผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป

ในการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 แบบสุ่ม (RENOIR) ที่มีผู้เข้าร่วม 36,966 คน อายุ 60 ปีขึ้นไป ใน 7 ประเทศ พบว่า RSVpreF มีประสิทธิผลต่อการป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่างจาก RSV (RSV-LRTD) สูงถึง 81.5% ตลอด 2 ฤดูกาล และประสิทธิผลนี้คงอยู่ในทั้งสองฤดูกาลและครอบคลุมทั้งสายพันธุ์ A และ B ความปลอดภัยของวัคซีนอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ปฏิกิริยาส่วนใหญ่เป็นระดับเล็กน้อยถึงปานกลางและหายภายใน 1-2 วัน

อย่างไรก็ตาม RENOIR เป็นการทดลองแบบ randomized controlled trial (RCT) ในกลุ่มประชากรที่คัดเลือกอย่างเข้มงวด (ideal population) จึงมีข้อจำกัดคือมีจำนวนเหตุการณ์การนอนโรงพยาบาลไม่มากพอที่จะพิสูจน์ประสิทธิผลต่อการนอนโรงพยาบาลโดยตรง และอาจไม่ครอบคลุมผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางที่สุดในสถานการณ์จริง

DAN-RSV: การทดลองเชิงปฏิบัติจริงระดับประเทศครั้งแรก

เพื่อเติมเต็มช่องว่างข้อมูลจาก RCT แบบดั้งเดิม ทีมวิจัยจึงได้ทำการศึกษา DAN-RSV ซึ่งเป็นการทดลองแบบ pragmatic, open-label, individually randomized ในผู้ใหญ่ชาวเดนมาร์กอายุ ≥60 ปี เปรียบเทียบการได้รับวัคซีน RSVpreF กับการไม่ได้รับวัคซีน RSV โดยใช้ระบบทะเบียนสุขภาพและเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ระดับประเทศในการติดตามผล ทำให้สามารถศึกษาประชากรจำนวนมากในสภาพแวดล้อมจริง รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและโรคเรื้อรังขั้นรุนแรงที่มักถูกคัดออกจาก RCT ทั่วไป

การศึกษานี้มีผู้ได้รับเชิญเข้าร่วมกว่า 1.39 ล้านคน และมีผู้ถูกสุ่มแบ่งกลุ่มทั้งสิ้น 131,379 คน (แบ่งเป็นกลุ่มได้รับวัคซีน 65,688 คน และกลุ่มไม่ได้รับวัคซีน 65,691 คน) ครอบคลุมฤดูกาล 2024/2025 (พฤศจิกายน 2024 ถึง 31 พฤษภาคม 2025)

ผลลัพธ์หลัก

  • ประสิทธิผลต่อการนอนโรงพยาบาลจากโรคทางเดินหายใจที่เกี่ยวข้องกับ RSV (endpoint หลัก): 83.3% (95% CI 42.9-96.9%)
  • ประสิทธิผลต่อการนอนโรงพยาบาลจาก RSV-LRTD: 91.7% (95% CI 43.7-99.8%)
  • ลดการนอนโรงพยาบาลจากโรคทางเดินหายใจทุกสาเหตุ: 15.2%
  • ลดการนอนโรงพยาบาลจากโรคหัวใจ-ปอดที่เกี่ยวข้องกับ RSV: 84.2%
  • ลดการนอนโรงพยาบาลจากโรคหัวใจ-ปอดทุกสาเหตุ: 9.9% (95% CI 0.3-18.7%)

ที่น่าสนใจคือ อัตราการลดความเสี่ยงสัมบูรณ์ (absolute rate reduction) ของการนอนโรงพยาบาลจากโรคทางเดินหายใจทุกสาเหตุนั้นสูงกว่าของกรณีที่เกี่ยวข้องกับ RSV โดยตรง ซึ่งบ่งชี้ว่ามีผู้ป่วย RSV จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยในสถานการณ์จริง

ความปลอดภัยและผลในกลุ่มย่อย

อัตราการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง (Serious Adverse Events) อยู่ในระดับใกล้เคียงกันระหว่างกลุ่มที่ได้รับวัคซีนและกลุ่มควบคุม (2.4% เทียบกับ 2.1%) และไม่มีรายงานผู้ป่วย Guillain-Barré syndrome ในช่วงระยะเวลาความปลอดภัย 6 สัปดาห์ของการศึกษา ผลของวัคซีนยังคงมีทิศทางเดียวกัน (ปกป้อง) ในกลุ่มย่อยต่างๆ รวมถึงผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรังหรือโรคหัวใจและหลอดเลือด

บทสรุป

DAN-RSV นับเป็นการทดลองแบบ pragmatic และสุ่มรายบุคคลครั้งแรกที่วัดประสิทธิผลของวัคซีน RSVpreF ในสภาพแวดล้อมจริง (real-world) ของผู้สูงอายุ รวมถึงผลลัพธ์ทางหัวใจและปอด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าวัคซีนช่วยป้องกันการนอนโรงพยาบาลจากโรคทางเดินหายใจที่เกี่ยวข้องกับ RSV ได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังช่วยลดการนอนโรงพยาบาลจากภาวะหัวใจ-ปอดโดยรวม ซึ่งบ่งชี้ว่าเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดบางส่วนอาจถูกกระตุ้นโดยการติดเชื้อ RSV โดยรวมแล้วความปลอดภัยของวัคซีนอยู่ในระดับที่สมดุลกับกลุ่มควบคุม และการศึกษาจะขยายผลไปสู่ฤดูกาลที่ 2 และ 3 ต่อไป

บทความนี้สรุปจากเอกสารนำเสนอทางวิชาการ (Pfizer Medical Affairs) อ้างอิงหลัก: Lassen MCH, et al. N Engl J Med. 2025 และ Lassen M, et al. JAMA. 2025